บล.เอเซีย พลัส:
AUTO TITLE LOANS
ตบเกียร์ต่ำ…รอเหยียบคันเร่ง (Neutral)
Flash Points
-
คาดกำไรสุทธิกลุ่มจำนำทะเบียน 2Q69 ที่ 4.8 พันล้านบาท (+13.8% YoY) หนุนจากสินเชื่อ (+2% QoQ, +6% YoY) ควบคู่กับการบริหาร Credit Cost และการควบคุมค่าใช้จ่าย เป็นแรงส่งให้กำไรยังเติบโตระดับ Double-digit ต้นๆ
-
โดยประเมิน MTC กำไรฯ เติบโตสูงสุดในกลุ่มที่ 14% YoY ตามด้วย SAWAD และ TIDLOR ที่ 13.8% และ 13.4% YoY ตามลำดับ
-
คุณภาพสินทรัพย์มีแนวโน้มอ่อนตัวเล็กน้อย ตามภาวะเศรษฐกิจ แต่ประเมินว่ายังอยู่ในกรอบการบริหารจัดการ
-
ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ มองว่าบริษัทที่มี Coverage Ratio สูง ได้แก่ TIDLOR ราว 328% รองลงมาคือ MTC ราว 145% ซึ่งสูงกว่า SAWAD ราว 53% จะมีความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการ Credit Cost มากกว่า
Impact Insight
-
การเติบโตของกำไรฯ ถูกผลักดันด้วยปัจจัยที่แตกต่างกัน โดย MTC มาจากทั้งสินเชื่อ (+8% YoY) และการควบคุมค่าใช้จ่าย ขณะที่ TIDLOR กับ SAWAD มาจากการบริหารต้นทุน ส่วนสินเชื่อเพิ่ม 5% และ 3% YoY ตามลำดับ
-
หากกำไรฯ 1H69F เป็นไปตามคาด จะคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 51% ของประมาณการฝ่ายวิจัย และ BB Consensus มองว่ายังสอดคล้อง
-
คาดกำไรฯ ขยายตัวต่อในช่วง 2H69 จากการเข้าสู่ High Season ของการปล่อยสินเชื่อ ประกอบกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ อาทิ ไทยช่วยไทยพลัส ทำให้มองว่า Downside ต่อประมาณการทั้งปีของ MTC กับ SAWAD ยังจำกัด ส่วน TIDLOR เอียงไปทาง Upside (1H69F ที่ 57% ของฝ่ายวิจัย)
-
Bond Yield ไทย อายุ 3 กับ 5 ปี ลดราว 6 bps และ 2 bps จากสิ้นงวด 2Q69 (ส่วน 10 ปีเพิ่มเล็กน้อย 3 bps) ทำให้แรงกดดันต่อ Valuation ของกลุ่มฯ จาก Bond yield ยังจำกัด
Execution
-
ราคาหุ้นกลุ่มจำนำทะเบียนเฉลี่ยปรับขึ้นเฉลี่ยเพียง 7% YTD ยัง Laggard SET ที่ปรับขึ้นราว 29% สะท้อนความกังวลด้านคุณภาพสินทรัพย์ไปพอสมควร แต่ยังไม่สะท้อนแนวโน้มกำไรที่คาดเติบโตระดับ Double-digit
-
ยังเลือก MTC หลังราคาหุ้นยัง Laggard TIDLOR และมีโอกาส Outperform หากตลาดเข้าสู่ภาวะ Risk-on ตามด้วย TIDLOR เด่นด้านการเติบโตควบคู่กับการทำ Capital Management ส่วน SAWAD คงคำแนะนำ Trading








