บล.เคจีไอ (ประเทศไทย):
SYNEX (Thailand) PCL (SYNEX.BK/SYNEX TB)
อุปทานจะยังตึงตัวต่อเนื่อง (Outperform‧Maintained)
Event
ประชุมนักวิเคราะห์
Impact
คาดว่าอุปทานจะยังตึงคงตึงตัวอย่างต่อเนื่อง
ถึงแม้ว่าการปรับขึ้นราคาขายเฉลี่ยจะผ่อนคลายลงไปบ้างแล้ว โดยระดับราคาสินค้าบางรายการเริ่มทรงตัวหรือเพิ่มขึ้นในอัตราที่ต่ำลงบ้างแล้ว แต่สถานการณ์อุปทานตึงตัวน่าจะลากยาวไปจนถึงปี 2570 เป็นอย่างน้อย เราคิดว่าการบริหารจัดการสินค้าคงคลังอย่างมีประสิทธิภาพน่าจะช่วยบรรเทาผลกระทบจากอุปทานที่ตึงตัวได้บ้าง เราคาดว่าอุปสงค์ โดยเฉพาะจากกลุ่มลูกค้าองค์กร/การพาณิชย์ น่าจะยังฟื้นตัวได้ดี เพราะมีความจำเป็นต้องใช้งานจากการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยี ดังนั้น อุปสงค์จากกลุ่มลูกค้าองค์กร/การพาณิชย์น่าจะยังดีในช่วงที่เหลือของปีนี้ และ ช่วยหนุนยอดขาย ในขณะเดียวกัน ยอดขายสินค้ากลุ่ม Apple ยังดูท้าทายจากอุปทานที่ตึงตัวในช่วงที่จะมีการเปิดตัว iPhone รุ่นใหม่ เราคาดว่ากำไรจากการดำเนินงานปกติใน 3Q69 อาจจะทรงตัวหรือดีขึ้นเพียงเล็กน้อย QoQ เนื่องจากเป็นช่วงนอกฤดูเปิดตัว smartphone รุ่นใหม่ โดยเฉพาะ iPhone ซึ่งคาดว่าจะทำการเปิดตัวในเดือนกันยายน
ตั้งเป้าเป็นอันดับ 1 ในระบบนิเวศของธุรกิจ IT ในประเทศไทย
บริษัทตั้งเป้าจะเปลี่ยนสถานะจากการเป็นผู้จัดจำหน่ายสินค้า IT ซึ่งตามปกติแล้วจะมี margin ต่ำกว่าเล็กน้อย มาเป็นผู้ขายสินค้า และ ให้บริการด้าน IT ในระบบนิเวศของธุรกิจ IT ซึ่งจะทำให้บริษัทได้ margin เพิ่มขึ้น และ ช่วยสร้างรายได้รายได้ recurring income จากการให้บริการ
ปรับเพิ่มประมาณการกำไรขึ้นอีก 6-10%
ถึงแม้ว่าแนวโน้มยอดขายจะดูท้าทายจากสถานการณ์ขาดแคลนสินค้า แต่อัตรากำไรที่ดีของบริษัทจากสินค้าที่เป็นที่นิยม และ รายได้ equity income ที่เพิ่มขึ้นจาก NCAP น่าจะช่วยชดเชย และ หนุนให้กำไรสุทธิออกมาดี เราปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2569-2570 ขึ้นอีก 6-10% ซึ่งสะท้อนถึง i) การปรับลดประมาณการยอดขายลง 1-2% เพื่อสะท้อนถึงอุปทานที่ตึงตัว และ ผลการดำเนินงานในงวด 1H69 ii) การปรับเพิ่มสมมติฐานอัตรากำไรขั้นต้นขึ้นอีก 5-6bps เพื่อสะท้อนถึง products mix ที่ดี และ iii) การปรับเพิ่มประมาณการรายได้ equity income จากผลประกอบการที่มีแนวโน้มดีของ NCAP เราคาดว่ากำไรปกติของ SYNEX จะเพิ่มขึ้น 16% และ 12% ในปี 2569-2570 ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม เราคาดว่าส่วนแบ่งรายได้ equity income จาก NCAP จะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 24% ของกำไรปกติรวมของบริษัท
Valuation & action
เนื่องจากส่วนของ equity income จาก NCAP เพิ่มขึ้น (จาก 11% ในปี 2567 เป็น 22% ในปี 2568) ซึ่งมี profile ความเสี่ยงสูงขึ้น และ แตกต่างไปจากเดิม เราจึงใช้ PER ของธุรกิจ non-bank กับส่วนของกำไรจาก equity income ที่ 10.0X (ค่าเฉลี่ยในอดีตของหุ้นกลุ่มนี้ในตลาดโลก -1.5 S.D) เท่ากับที่เราใช้กับ Ufund (ธุรกิจเช่าซื้อของ (COM7.BK/ COM7 TB)*) ส่วนธุรกิจหลักของบริษัทเราใช้ PER ที่อิงจากค่าเฉลี่ยในอดีตของบริษัทที่ 11.5X (ค่าเฉลี่ยในอดีต -1.0 S.D) ทำให้ได้ PER เฉลี่ยถ่วงน้ำหนักที่ ~11.0X และ ได้ราคาเป้าหมายสิ้นปี 2570 ที่ 11.00 บาท ทั้งนี้ เนื่องจากเราคาดว่าผลประกอบการจะดีขึ้นในระยะต่อไป เพราะคาดว่าสถานการณ์อุปทานตึงตัวจะคลี่คลายลง, กลยุทธ์ระยะกลางถึงยาวที่จะเสนอสินค้า และ บริการที่มี margin สูง และ อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ 6% เราจึงยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” SYNEX
Risks
ภาวะการแข่งขัน และ อัตรากำไรลดลง, ความเสี่ยงจากการที่คู่ค้าปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจ, การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี, อัตราแลกเปลี่ยนผันผวน, ต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น








