บล.เอเซีย พลัส:
Refinery กบง. ยืดเวลาดึงกำไรหน้าโรงกลั่นดีเซล 2.40 บาท/ลิตร (Neutral)
Flash Points
-
คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีมติเห็นชอบให้นำผลประโยชน์ส่วนเกินจากค่าการกลั่นในเดือน ก.ค. 2569 มาปรับลดราคา ณ โรงกลั่นสำหรับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว (B0, B7, B20) ลง 2.40 บาทต่อลิตร ต่อเนื่องอีก 31 วัน จากเดิมที่จะสิ้นสุด 15 ส.ค. โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 16 ส.ค. -15 ก.ย. 2569
-
การดำเนินการครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 6 ที่ภาครัฐดึงส่วนต่างกำไรจากกลุ่มโรงกลั่นมาช่วยบรรเทาค่าครองชีพและอุ้มฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงรวมแล้วกว่า 1.7 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ เมื่อหักวงเงินอุดหนุนรอบล่าสุดราว 4.5 พันล้านบาท ออกจากกำไรส่วนเกินเดือน ก.ค. ที่มีอยู่ราว 6.9 พันล้านบาท จะยังคงมีเงินส่วนเกินที่สามารถยกไปใช้ปรับลดราคาในรอบถัดไปได้อีกราว 2.4 พันล้านบาท ซึ่งนับเป็นปัจจัยเสี่ยงที่เปิดช่องให้ภาครัฐขยายเวลาแทรกแซงราคาต่อเนื่องในระยะถัดไป
Impact Insight
-
คาดมาตรการดึงกำไรหน้าโรงกลั่น จะส่งผลเชิงลบต่อผลประกอบการของกลุ่มโรงกลั่นตามสัดส่วนการผลิตน้ำมันดีเซล โดยในช่วง 3Q69 มีการดึงกำไรหน้าโรงกลั่นไปแล้ว 3 ครั้ง ได้แก่ 1) ช่วงวันที่ 9 – 23 ก.ค. 69 ปรับลด 1.40 บาท/ลิตร (15 วัน), 2) ช่วงวันที่ 24 ก.ค. – 15 ส.ค.69 ปรับลด 2.40 บาท/ลิตร (23 วัน), และ 3) ช่วงวันที่ 16 ส.ค. – 15 ก.ย. 69 ปรับลด 2.40 บาท/ลิตร (31 วัน)
-
ทั้งนี้ หากประเมินผลกระทบต่อกำไรในงวด 3Q69 เรียงลำดับตามขนาดการผลิต คาด PTTGC ได้รับผลกระทบสูงสุดรวมราว 4.0 พันล้านบาท โดยเป็นผลกระทบจากมาตรการรอบล่าสุดที่ราว 1.9 พันล้านบาท รองลงมาได้แก่ BCP และ TOP คาดได้รับผลกระทบในระดับใกล้เคียงกันที่ราว 2.98 พันล้านบาท และ 2.93 พันล้านบาท ตามลำดับ โดยเป็นผลกระทบจากรอบล่าสุดราว 1.47 พันล้านบาท และ 1.45 พันล้านบาท ขณะที่ IRPC คาดได้รับผลกระทบรวมราว 2.5 พันล้านบาท เป็นผลกระทบจากรอบล่าสุด 1.3 พันล้านบาท และ SPRC คาดได้รับผลกระทบรวมราว 1.4 พันล้านบาท เป็นผลกระทบจากรอบล่าสุด 670 ล้านบาท
-
แม้ค่าการกลั่นอ้างอิงในตลาดสิงคโปร์จะยังทรงตัวสูงใกล้เคียง 2Q69 ที่เฉลี่ยราว 25 เหรียญฯ/บาร์เรล จากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และอุปทานที่ยังตึงตัว แต่การถูกกดดันส่วนต่างราคาหน้าโรงกลั่นเป็นเวลานาน จะเป็นปัจจัยกดดันต่อกำไรสุทธิของกลุ่มโรงกลั่นใน 3Q69 และคาดจะมีน้ำหนักที่รุนแรงกว่าในงวด 2Q69 ที่ผ่านมา
Execution
-
ประเด็นดังกล่าวถือเป็น sentiment เชิงลบกดดันต่อกลุ่มโรงกลั่น จากการแทรกแซงของภาครัฐ รวมถึงความไม่แน่นอนสูงทั้งกรอบระยะเวลาและตัวเลขการปรับลดค่าการกลั่นที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ในระยะถัดไป ประกอบกับแนวโน้มค่าการกลั่นที่มีทิศทางอ่อนตัวลงจาก 2Q69 ภายใต้สมมติฐานสงครามเริ่มคลี่คลาย ยังเป็นส่วนเพิ่มแรงกดดันต่อการฟื้นตัวของกำไรกลุ่มโรงกลั่นในระยะถัดไป
-
ดังนั้นจึงแนะนำเพียงหาจังหวะ Trading ระยะสั้น หากราคาหุ้นอ่อนตัว ซึ่งคาดยังมีแรงหนุนให้ดีดตัวขึ้นได้เป็นระลอกจากความไม่สงบของสงครามที่ยังคงอยู่








