บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (KGI) ผู้นำบริการโบรกเกอร์ ซื้อขายหุ้น อนุพันธ์ ตราสารหนี้ ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ (DW) และการบริหารความมั่งคั่งชั้นนำ

บล.เคจีไอ (ประเทศไทย):

Ditto (Thailand) (DITTO.BK/DITTO TB)

2Q26 earnings review: เงินปันผลรับพุ่งเกินคาด ชดเชยอัตรากำไรที่ลดลง (Outperform‧Maintained)

Event 

2Q26 earnings review.  

Impact 

กำไรสุทธิ 2Q69 เติบโต 12.6% YoY และ 18.9% QoQ 

DITTO รายงานกำไรสุทธิ 2Q69 ที่ 189.5 ล้านบาท (+12.6% YoY, +18.9% QoQ) กำไรสุทธิงวด 1H69 เติบโต 11% YoY คิดเป็น 59% ของประมาณการกำไรทั้งปีของเรา ทั้งนี้ไม่มีประมาณการกำไร 2Q69 ใน Consensus 

Key highlights 

i) รายได้ 2Q69 เติบโต 32.8% YoY และ 9.9% QoQ อยู่ที่ 1.0 พันล้านบาท ทำสถิติสูงสุดใหม่ โดยหลักเป็นผลจากการส่งมอบงานของกลุ่มธุรกิจวิศวกรรมเทคโนโลยี (Technology Engineering) 

ii) อัตรากำไรขั้นต้นลดลงมาอยู่ที่ 20.4% จาก 27.5% ใน 2Q68 และ 26.0% ใน 1Q69 เนื่องจากมีการรับรู้รายได้จากส่วนของอุปกรณ์หลัก (Main Equipment) ในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญ ซึ่งมักเข้ามาติดตั้งในช่วงใกล้โครงการเสร็จสิ้น และเป็นรายได้ที่มีอัตรากำไรขั้นต้นค่อนข้างต่ำ 

iii) แม้อัตรากำไรขั้นต้นจะลดลงมาก ส่งผลให้กำไรขั้นต้นลดลง 206 ล้านบาท (-1.4% YoY, -13.8% QoQ) แต่รายได้เงินปันผลจากบริษัทย่อย โสมาภา อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี ซึ่งประกอบธุรกิจซอฟต์แวร์ให้บริการระบบตรวจสอบและคัดกรองผู้โดยสารล่วงหน้า (API/PNR) ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากเป็น 54 ล้านบาท จาก 16.4 ล้านบาทใน 2Q68 (+233% YoY) เป็นปัจจัยหลักที่ช่วยชดเชยกำไรขั้นต้นที่ชะลอตัว และทำให้กำไรสุทธิของ DITTO ในไตรมาสนี้เติบโตและทำจุดสูงสุดใหม่รายไตรมาส  

3Q69F คาดแนวโน้มกำไรยังแข็งแกร่งต่อเนื่อง แม้อาจทรงตัว QoQ จากการไม่มีรายได้เงินปันผล 

Backlog ณ สิ้น 2Q69 (โครงการที่ลงนามสัญญาแล้วแต่ยังไม่รับรู้รายได้ ไม่รวมงานบริการให้เช่าเครื่องถ่ายเอกสารและขายสินค้า) อยู่ที่ 4,825.29 ล้านบาท และด้วยไตรมาส 3 ของทุกปีมักเป็นช่วงที่มีการส่งมอบงานสูงสุดตามปัจจัยฤดูกาล เราจึงคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะฟื้นตัว หนุนให้กำไรขั้นต้นโดยรวมของ DITTO ใน 3Q69 ฟื้นตัว QoQ อย่างไรก็ดี คาดว่าจะไม่มีการรับรู้เงินปันผลจากบริษัทย่อยเช่นเดียวกับใน 2Q69 ทำให้คาดกำไร 3Q69 จะทรงตัว QoQ  

Valuation & action 

เรายังคงคำแนะนำ “Outperform” ราคาเป้าหมาย 26 บาท ประเมินด้วยวิธี Sum-of-the-Parts (SOTP) โดยแบ่งเป็น i) มูลค่าธุรกิจหลัก 18.6 บาท อิง EPS ปี 2569F ที่ 0.93 บาท และเป้าหมาย PE ที่ 20 เท่า (-0.5 SD ของค่าเฉลี่ยตั้งแต่ปี 2566 จนถึงปัจจุบัน) และ ii) มูลค่าโครงการปลูกป่าชายเลน (บลูคาร์บอน) ที่ 7.1 บาทต่อหุ้น ประเมินด้วยวิธี NPV ภายใต้สมมติฐาน WACC แบบระมัดระวังที่ 10%  

Risk 

การชะลอตัวของการลงทุนด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ ความผันผวนของความสำเร็จในการปลูกป่าชายเลน ราคาคาร์บอนเครดิต และกรอบเวลาการบังคับใช้ พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

- Advertisement -