บล.เคจีไอ (ประเทศไทย):
Property Sector
กำไรรวม 2Q69 กลุ่มอสังหาฯ ดีกว่าคาด (+43% QoQ แต่ -9% YoY) (Neutral Upgraded)
Event
ผลประกอบการ 2Q69 กลุ่มอสังหาฯ และปรับเพิ่มน้ำหนักลงทุนขึ้น
Impact
กำไรรวมกลุ่มอสังหาฯ 2Q69 ฟื้นตัวแรง 43% QoQ แต่ยังลดลง 9% YoY
บริษัทผู้พัฒนาอสังหาฯ จดทะเบียนที่เราวิเคราะห์อยู่ได้แจ้งรายได้รวม 2Q69 ที่ 3.85 หมื่นลบ. (-4% YoY แต่ +18% QoQ) และกำไรรวมที่ 4.9 พันลบ. (+43% QoQ แต่ – 9% YoY) ด้วย net margin ฟื้นตัว 2ppts QoQ ที่ 13.5% การที่รายได้รวมดีขึ้น QoQ หลัก ๆ จากยอดขายคอนโดฯ ที่พุ่งขึ้น แต่ gross margin ทรงตัวที่ 27% แต่หากดูจากกำไรที่พุ่งขึ้นถึง 43% หลัก ๆ เกิดจากส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมที่แข็งแกร่งของ Supalai (SPALI.BK/SPALI TB)*, Sansiri (SIRI.BK/SIRI TB)* และ Origin Property (ORI.BK/ORI TB) แต่เมื่อเทียบ YoY ตัวชี้วัดต่างๆ เช่น รายได้ margins และกำไรยังคงอ่อนแออยู่ขณะที่ บริษัทที่ทำผลงาน 2Q69 ได้ดีที่สุดคือ SPALI ด้วยกำไรเด่นสูงสุดในกลุ่มอสังหาฯที่เราวิเคราะห์อยู่ที่ 1.65 พันลบ. (+49% YoY และ +310% QoQ) หลัก ๆ มาจากส่วนแบ่งกำไรจากบริษัท JV ในออสเตรเลีย (+900 ลบ.) แต่บริษัทผลงานแย่ที่สุดคือ LPN Development (LPN.BK/LPN TB) ซึ่งขาดทุนสุทธิที่ 21 ลบ. ขณะที่ AP Thailand (AP.BK/AP TB)*และ Sansiri (SIRI.BK/SIRI TB)* แจ้งกำไร 2Q69 ที่ 1.063 พันลบ. (+6% YoY และ +18% QoQ) และ 1.005 พันลบ. (-17% YoY แต่ +16% QoQ) ตามลำดับ ซึ่งใกล้เคียงเราคาด ส่วน Land and Houses (LH.BK/LH TB)* รายงานกำไรที่ต่ำกว่าคาดไปมากที่เพียง 526 ลบ. (-62% YoY และ -24% QoQ) เพราะขาดกำไรพิเศษและ gross margin ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 22.4% แม้ธุรกิจอสังหาฯจะยังซบเซา แต่ Pruksa Holding (PSH.BK/PSH TB) ก็ยังทำกำไรได้ดีกว่าคาดที่ 141 ลบ. (+86% YoY และ +152% QoQ) หนุนจากการคุมค่าใช้จ่ายและต้นทุนการเงินดี ขณะที่ ธุรกิจโรงพยาบาลก็ยังคงไปได้ดี ด้าน Quality Houses (QH.BK/QH TB)* ยังมีกำไรสูงกว่าคาดอยู่ที่ 458 ลบ. (+37% YoY แต่ -1% QoQ) ปัจจัยหนุนหลักจากส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทลูก
กำไรรวม 1H69 ที่ 8.5 พันลบ. (-5% YoY) โดยรายได้รวมทรงตัวอยู่ที่ 7.1 หมื่นลบ.
แม้กำไร 2Q69 จะฟื้นตัวดี QoQ แต่กำไรสุทธิรวม 1H69 ก็ยังอ่อนตัวลง YoY จาก gross margin ที่ลดลง 2ppts อยู่ที่ 27% เป็นหลัก ขณะที่ SPALI แจ้งกำไร 1H69 สูงสุดที่ 2.05 พันลบ. (+36% YoY) โดยราว 50% มาจากส่วนแบ่งกำไรจากบริษัท JV ในออสเตรเลีย ตามด้วย AP ที่ 1.97 พันลบ. (+5% YoY) และ SIRI ที่ 1.87 พันลบ. (-8%) ส่วนกำไร 1H69 ของ PSH ฟื้นตัวแข็งแกร่งที่สุดอยู่ที่ 197 ลบ. (+121% YoY) ขณะที่ กำไร 1H69 ของทั้ง LH และ ORI แย่ลงถึง 45% และ 41% ตามลำดับ สำหรับ LPN พลิกกลับเป็นขาดทุนสุทธิ 21 ลบ. ในทั้ง 2Q69 และ 1H69 ขณะที่ QH มีกำไร 1H69 พุ่งขึ้น 25% ที่ 921 ลบ. โดย 97% ของกำไรดังกล่าวมาจากส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทลูก (Home Product Center (HMPRO.BK/HMPRO TB)* และ LH Financial Group (LHFG.BK/LHFG TB)
Valuation & Action
หลังแจ้งงบ 2Q69 ครบทุกบริษัทแล้ว ขณะนี้ เราอยู่ระหว่างทบทวนประมาณการของ PSH, LPN, LH และ QH ใหม่เพราะผลประกอบการต่างจากที่เราคาดไว้เดิม โดยเราพบว่าส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมและธุรกิจที่ไม่ใช่ขายบ้านดูเหมือนว่าทำผลงานได้ดีกว่าคาด ขณะที่ ธุรกิจหลักอสังหาฯ ก็น่าจะทยอยฟื้นตัว QoQ และอาจทำจุดสูงสุดใน 4Q69 จากการเปิดโครงการใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น การโอนโครงการคอนโดฯใหม่ (margin สูง) ที่สร้างเสร็จมากขึ้นบวกกับมีกำไรจากการขายสินทรัพย์บางส่วนของทั้ง LH และ ORI ทั้งนี้ ความเชื่อมันผู้บริโภคที่ปรับตัวดีขึ้น (51.8% ใน ก.ค. 69 จากราว 50% ใน 2Q69) และเป็นไปได้ที่จะปรับเพิ่มประมาณการ GDP ขึ้นอีกน่าจะเป็นอีกหนึ่ง catalyst ที่ทำให้ประมาณการกำไรปี 2569F-70F ของเราอาจมี upside โดยปัจจุบัน กำไรรวมปี 2569F-70F ของเราอยู่ที่ 1.96 หมื่นลบ. (+6% YoY) และ 2.04 หมื่นลบ (+4% YoY) ตามลำดับ ขณะนี้ กำไรรวม 1H69 คิดเป็น 43% ของประมาณการกำไรทั้งปีปัจจุบันของเรา ทั้งนี้ เราปรับเพิ่มน้ำหนักลงทุนกลุ่มอสังหาฯ ขึ้นเป็น “เท่ากับตลาดฯ” จาก “น้อยกว่าตลาดฯ” โดยให้คำแนะนำ “ซื้อ” ทั้ง SIRI และ AP ส่วน SPALI และ LH แนะนำ “ถือ” และคงคำแนะนำ “ขาย” สำหรับ ORI, LPN, QH และ PSH
Risks
ความเสี่ยงด้านบวกประกอบด้วยความคาดหวังนโยบายที่เกี่ยวเนื่องกับการกระตุ้นภาคอสังหา ฯ ใหม่จากรัฐบาล แต่ยังมีความเสี่ยงด้านลบจากราคาวัสดุก่อสร้างสูงขึ้น มาตรการต่าง ๆ เพื่อคุมสินเชื่อทั้งก่อนและหลังท่ามกลางการยืดหนี้สินในระดับสูงของภาคครัวเรือน และความกังวลปัจจัยเสี่ยงด้านสภาพคล่องของบริษัทผู้พัฒนาอสังหา ฯ ขนาดกลางถึงรายเล็กหลังจากเกิดการผิดนัดชำระการจ่าย ดอกเบี้ยให้แก่ผู้ถือหุ้นกู้ของบริษัทจดทะเบียนหลายราย








