บล.ฟิลลิป:
กรุงเทพดุสิตเวชการ – BDMS (BDMS TB)
แนวโน้ม 2H69E คาดฟื้นตัว
Key Point
สัญญาณการฟื้นตัวชัดเจนขึ้น โดยรายได้ผู้ป่วยไทย และต่างชาติในเดือน ก.ค. 69 เติบโต +9% y-y และ +6% y-y ตามลำดับ ประกอบกับยอดจองผู้ป่วยต่างชาติเพิ่ม +33% ใน 4 เดือน และรายได้ผู้ป่วยประกันเร่งตัว +11% y-y ซึ่งหนุนแนวโน้มรายได้ 2H69E ขณะที่การขยายเตียงในสุราษฎร์ และหัวหินสะท้อนการลงทุนตามความต้องการรับรักษาซึ่งมีความเสี่ยงต่ำกว่าการเปิดโรงพยาบาลใหม่ นอกจากนี้ ธุรกิจ Non-Hospital แม้มีสัดส่วน 3-4% แต่มีโอกาสเพิ่มบทบาทมากขึ้นในระยะยาว คงคำแนะนำ “ซื้อ” มูลค่าพื้นฐาน 25.00 บาทต่อหุ้น
สัญญาณแนวโน้มรายได้ชัดขึ้นทั้งผู้ป่วยไทยและต่างชาติ
ในเดือน ก.ค. 69 รายได้ของผู้ป่วยไทยมีการเติบโต +9% y-y ขณะที่ผู้ป่วยต่างชาติโต +6% y-y แต่หากไม่รวมกัมพูชา และตะวันออกกลาง การเติบโตของผู้ป่วยต่างชาติจะอยู่ที่ +14% y-y ชี้ให้เห็นว่าความต้องการรับรักษาของผู้ป่วยต่างชาติยังคงแข็งแกร่งกว่าตัวเลขภาพรวมอยู่ และหากพิจารณารายได้จากผู้ป่วยต่างชาติรายประเทศ เมียนมา อเมริกาฯ และ ยุโรป ยังเติบโตโดดเด่น +21% y-y, +19% y-y และ +16% y-y ตามลำดับ ขณะที่ CLMV -3% y-y และตะวันออกกลาง -10% y-y แต่ทั้งสองกลุ่มหลังเริ่มติดลบน้อยลง
ยอดจองต่างชาติเพิ่ม 33% ใน 4 เดือนสะท้อนแนวโน้มผู้ป่วยต่างชาติฟื้นตัว
ยอดจองผู้ป่วยต่างชาติปรับเพิ่มขึ้นจาก 30,000+ ราย เป็น 40,000+ ภายใน 4 เดือน (เม.ย. – ส.ค. 69) สะท้อนแนวโน้มความต้องการรับรักษาของผู้ป่วยต่างชาติที่แข็งแกร่งจากผู้ป่วยที่กระจายอยู่ใน CLMV, Europe และ Middle East ซึ่งมีโอกาสเป็นแรงหนุนต่อรายได้ในช่วง 2H69E เนื่องจากยอดจองส่วนใหญ่สามารถแปลงเป็นรายได้ในช่วง 2-3 เดือน ขณะที่รายได้จากผู้ป่วยประกันเติบโต +11% y-y ใน ก.ค. 69 เร่งตัวขึ้นจาก +2% y-y ใน 1H69 โดยเราเชื่อว่า แนวโน้มดังกล่าวจะช่วยให้รายได้ 2H69 มีความต่อเนื่องมากขึ้น และลดแรงกดดันตลาดผู้ป่วยบางประเทศที่ชะลอตัว
ขยายเตียงตามความต้องการลดความเสี่ยงการลงทุน
BDMS ขยายจำนวนเตียงโรงพยาบาลกรุงเทพสุราษฎร์ (+44 เตียง) และโรงพยาบาลกรุงเทพหัวหิน (+50 เตียง) จากความต้องการในพื้นที่ โดยเฉพาะชาวต่างชาติที่พำนักในไทย (Expat) ขณะเดียวกันเพิ่มบริการรักษาเฉพาะทาง เช่น ศูนย์หัวใจ ซึ่งช่วยรองรับผู้ป่วยโรคซับซ้อน โดยเราเชื่อว่า การขยายเตียงจากความต้องการที่มีอยู่แล้วทำให้ความเสี่ยงต่ำกว่าการเปิดโรงพยาบาลใหม่เนื่องจากเป็นการขยายบนโครงสร้างพื้นฐานเดิมที่มีอยู่ ขณะที่การเพิ่มบริการเฉพาะทางจะเสริมให้แนวโน้มรายได้ต่อเตียงสูงขึ้นในระยะยาว นอกจากนี้ กลุ่มผู้ป่วย Expat ยังช่วยกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาผู้ป่วยชาติใดชาติหนึ่ง
Non-Hospital ธุรกิจเล็กที่มีบทบาทเพิ่มขึ้นในระยะยาว
ประกอบด้วย 3 ธุรกิจหลักซึ่งมีสัดส่วน 3-4% ของรายได้รวมจากการดำเนินงาน ได้แก่ 1) A.N.B. Laboratories 2) Medical Pharma และ 3) Save drug center โดยเราเชื่อว่าจะเริ่มมีความสำคัญมากขึ้นหลังเข้ามาช่วยเสริมความสมบูรณ์ของกระบวนการผลิตจนถึงช่องทางจำหน่าย ขณะเดียวกันเพิ่มโอกาสสร้างรายได้จากลูกค้านอกเครือโรงพยาบาล อย่างไรก็ตาม ด้วยสัดส่วนที่ยังต่ำจึงยังจะมีบทบาทจำกัดต่อรายได้รวมในระยะสั้น
คงคำแนะนำ “ซื้อ” มูลค่าพื้นฐาน ณ สิ้นปี 2569E ที่ 25.00 บาทต่อหุ้น
เราคงคำแนะนำ “ซื้อ” มูลค่าพื้นฐาน ณ สิ้นปี 2569E ที่ 25.00 บาทต่อหุ้น จากตัวชี้วัดที่สนับสนุนแนวโน้มการฟื้นตัวใน 2H69E ได้แก่ 1) การฟื้นตัวของผู้ป่วยเดือน ก.ค. 2) ยอดจองของผู้ป่วยต่างชาติและกลุ่มประกันที่เพิ่มขึ้น และ 3) ปัจจัยฤดูกาลที่หนุนความต้องการเข้ารับรักษา ขณะที่ปัจจัยที่ต้องตาม ได้แก่ ความต่อเนื่องของการฟื้นตัวผู้ป่วยในช่วง 2H69E
ขยายตามความต้องการ ลดความเสี่ยงการลงทุน
BDMS มีการขยายจำนวนเตียงในโรงพยาบาลที่มีความต้องการรองรับอยู่แล้ว โดยโรงพยาบาลกรุงเทพสุราษฎร์ เพิ่มจำนวน 44 เตียง ทำให้มีเตียงในปัจจุบันอยู่ที่ 151 เตียง โดยมีการเพิ่มแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาเพื่อรองรับทั้งผู้ป่วยฉุกเฉินด้านหัวใจ ผู้ป่วยประกัน และชาวต่างชาติ โดยมุ่งเน้นไปโรคที่มีความซับซ้อนมากขึ้น
ขณะที่โรงพยาบาลกรุงเทพหัวหิน เพิ่มจำนวน 50 เตียงโดยผู้บริหารเริ่มเห็นจำนวนของชาวต่างชาติที่พำนักในประเทศไทย (Expat) มีจำนวนเพิ่มขึ้น โดยหนึ่งในนั้นมี ยุโรป และอเมริกาที่มารักษา ทำให้มีทั้ง EBITDA Margin ที่ราว 27% อัตราการครองเตียงอยู่ที่ราว 70% ผู้บริหารจึงพิจารณาเพิ่มจำนวนเตียง และเพิ่มศูนย์เฉพาะทาง เช่น หัวใจ ตา และ หู คอ จมูก รวมถึงแผนการตรวจสุขภาพ
โดยเราเชื่อว่าการขยายจำนวนเตียงในครั้งนี้สะท้อนว่า BDMSไม่ได้ลงทุนแบบ Build first, fill later แต่ใช้ความต้องการที่มีอยู่ในการขยาย ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงด้านการลงทุน รวมถึงเพิ่มโอกาสให้สินทรัพย์ใหม่สร้างผลตอบแทนได้เร็วขึ้น
นอกจากนี้ BDMS เปิดโรงพยาบาลมาบตาพุดในพื้นที่ EEC ซึ่งมีลักษณะเป็นคลินิกขนาดใหญ่ที่ให้บริการตลอด 24/7 มีเตียงพักค้างคืน 2 เตียง เน้นการดูแลอาชีวอนามัย และโรคทั่วไปโดยใช้จุดเด่นด้านทำเลที่ใกล้ธุรกิจน้ำมันและก๊าซ รวมถึงโรงงานต่าง ๆ เพื่อเพิ่มความสะดวกให้ลูกค้าลายย่อย และลูกค้าองค์กร และหากมีผู้ป่วยโรคซับซ้อนก็จะส่งต่อไปยังโรงพยาบาลกรุงเทพระยองได้
รูปแบบธุรกิจดังกล่าวเป็นรูปแบบที่ใช้เงินลงทุนน้อยแต่สามารถขยายเป็นเครือข่ายคลินิกในพื้นที่ EEC พร้อมเพิ่มบริการตรวจทางห้องปฏิบัติการ รวมถึงจำหน่ายยาซึ่งอาจเพิ่มช่องทางเข้าถึงลูกค้า และสร้างรายได้เพิ่มเติม
ธุรกิจ Non-hospital ประกอบไปด้วย 3 ธุรกิจหลักซึ่งมีสัดส่วน 3-4% ของรายได้รวมจากการดำเนินงาน ได้แก่
- A.N.B. Laboratories ดำเนินธุรกิจผลิตยาที่ปราศจากเชื้อ ผลิตภัณฑ์หลัก ๆ จะเป็น น้ำเกลือ ยาฉีด และเครื่องมือแพทย์ โดยผลิตภัณฑ์เรือธง ได้แก่ น้ำเกลือใช้ภายนอก ซึ่งครองอันดับ 1 ภายในประเทศ มีลูกค้าหลักทั้งในประเทศ และนอกประเทศ โดยที่ในประเทศไทยจะเป็นการส่งมอบให้กับโรงพยาบาลรัฐ และเอกชน รวมถึงร้านขายยาทั่วไป อีกทั้งรับจ้างผลิต (OEM) ทั้งนี้ ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า A.N.B. มีแผนขยายกำลังการผลิตของผลิตภัณฑ์สเตอริไลซ์เป็น 8 ล้านลิตรต่อเดือน จาก 4 ล้านลิตร ในส่วนของน้ำเกลือ และเครื่องมือแพทย์
-
Medical Pharma หรือ สหแพทย์เภสัช ประกอบธุรกิจผลิตเภสัชภัณฑ์ และเคมีภัณฑ์ที่ใช้รักษาโรค เช่น ยาทั่วไป อาหารเสริม และเครื่องสำอาง โดยผลิตภัณฑ์จะถูกนำไปจำหน่ายให้กับนอกเครือโรงพยาบาลกรุงเทพเป็นหลัก เช่น โรงพยาบาลรัฐ ร้านขายยา ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์เสริมอาหารรายใหญ่ รวมไปถึงการรับจ้างผลิต (OEM) ทั้งนี้แผนในอีก 2-3 ปีข้างหน้า จะเริ่มวิจัย และพัฒนายาใหม่ ๆ โดยเฉพาะยาที่มีมูลค่า และหมดสิทธิบัตร
-
Save drug center ประกอบธุรกิจขายปลีกสินค้าทางเวชภัณฑ์ และเวชภัณฑ์ มีสาขาประมาณ 79 สาขาทั่วประเทศไทย ผลิตสินค้า และจำหน่ายให้กับทั้ง Business to Business (B2B) และ Business to Customer (B2C) เช่น ยาทั่วไป ยาอันตราย อาหารเสริม รวมไปถึงเครื่องมือแพทย์ ซึ่ง Save drug มุ่งเน้นไปที่กลุ่ม B2C ที่ต้องใช้ยาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้มีแผนขยายสาขาเฉลี่ย 7-10 สาขาต่อปี และพัฒนาระบบจำหน่ายทั้งออนไลน์ และออฟไลน์







