บล.พาย:

FINANCE: กำไรเติบโต แม้เผชิญความท้าทายเศรษฐกิจ (NEUTRAL)

TOP PICK: TIDLOR

ผลการดำเนินงานใน 2Q26 กลุ่มไฟแนนซ์ (KTC MTC SAWAD TIDLOR) รายงานกำไรสุทธิรวมแข็งแกร่ง ที่ 7.1 พันล้านบาท (+16% YoY, +2% QoQ) สร้างกำไรสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง และ NPL ratio เพิ่มเป็น 2.5% แนวโน้มในปี 2026 คาดกำไรสุทธิรวมเติบโตเร่งตัวขึ้น +13% ในระยะสั้นโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เพิ่มสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ และเสริมความสามารถในการชำระหนี้ดีขึ้นส่งผลดีต่อเนื่องใน 3Q26 อย่างไรก็ดี ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกดดันราคาน้ำมันดิบผันผวนส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจอัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นที่อาจนำไปสู่ความผันผวนของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร และความผันผวนของราคาหุ้นในเชิงจิตวิทยาการลงทุน ด้านการลงทุน คงน้ำหนักการลงทุน “เท่ากับตลาด” เลือก TIDLOR เป็นหุ้นเด่น

กำไรสุทธิรวมใน 2Q26 เติบโตต่อเนื่อง คุณภาพสินเชื่อทรงตัว

  • กลุ่มไมโครไฟแนนซ์ 4 แห่ง (KTC, MTC, SAWAD, TIDLOR) รายงานกำไรสุทธิรวมที่ 7.1 พันล้านบาท (+16% YoY, +2% QoQ) ใน 2Q26 การเติบโต YoY หนุนจาก (1) รายได้ดอกเบี้ยสุทธิขยายตัว บริษัททั้ง 4 แห่งมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิขยายตัว โดยเฉพาะ MTC TIDLOR เติบโตสูง และ (2) สำรองหนี้ฯ ลดลง โดยเฉพาะการลดลงจาก TIDLOR SAWAD และ KTC ขณะที่กำไรเติบโต QoQ จากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น
  • กำไรสุทธิรวมใน 1H26 เพิ่มขึ้น 18% YoY ที่ 14 พันลบ. หนุนจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิขยายตัว และสำรองหนี้ฯ ลดลง
  • สินเชื่อรวมกลับมาขยายตัว 1.6% QoQ (+5% YoY) จาก -0.5% QoQ ใน 1Q จากการขยายสินเชื่อของ MTC (+2.6% QoQ) SAWAD (+0.9% QoQ) TIDLOR (+2.4% QoQ) ส่งผลให้สินเชื่อใน 1H26 เพิ่มขึ้น 1.1% YTD
  • หนี้เสียรวมปรับสูงขึ้น 2.3% QoQ ที่ 12.3 พันล้านบาท มีเพียง KTC ที่รายงานหนี้เสียลดลง ขณะที่ NPL ratio เฉลี่ยของกลุ่มไฟแนนซ์เพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 2.5%
กำไรสุทธิในปี 2026 แข็งแกร่งกว่าคาด TIDLOR โตโดดเด่น
  • เราปรับประมาณการกำไรสุทธิรวมในปี 2026/27 เพิ่มขึ้น 4%/2% ส่วนใหญ่มาจาก KTC SAWAD TIDLOR โดยคาดกำไรสุทธิรวมในปี 2026 (รวม AEONTS) เพิ่มขึ้น 13% YoY (เดิม: +9%) หนุนจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิขยายตัว รายได้ค่าธรรมเนียมปรับสูงขึ้น และสำรองหนี้ฯ ลดลง เราคาดบริษัทไมโครไฟแนนซ์ทั้ง 5 แห่งจะมีกำไรเติบโตในปี 2026 โดย TIDLOR จะรายงานกำไรเติบโตโดดเด่น +26% นอกจากนี้ คาด MTC (+14%) SAWAD (+11%) KTC (+10%) และ AEONTS (+2%) ตามลำดับ
  • บริษัทส่วนใหญ่ระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อใหม่ โดยให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามหนี้ และนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อขยายฐานลูกค้าและลดค่าใช้จ่ายดำเนินงาน ทำให้การขยายสาขาใหม่ชะลอตัวลง แม้พบว่าหนี้เสียปรับเพิ่มขึ้นใน 2Q26 แต่ในภาพรวม การควบคุมหนี้เสียยังเป็นไปตามเป้าหมาย ขณะที่บริษัทได้รับประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น ไทยช่วยไทยพลัส และ NIM แข็งแกร่งขึ้นจากต้นทุนการเงินลดลง หลังจากการออกหุ้นกู้ใหม่ที่ต้นทุนดอกเบี้ยลดลง
  • ปัจจัยเสี่ยงที่อาจกระทบการเติบโต (1) ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น และอัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น (2) เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำ (3) หหนี้ครัวเรือนสูง และ (4) มาตรการควบคุมของธนาคารแห่งประเทศไทย
น้ำหนักการลงทุนคง “เท่าตลาด” เลือก TIDLOR เป็นหุ้นเด่น
    • คงน้ำหนักการลงทุน “เท่ากับตลาด” แม้มีความท้าทายจากเศรษฐกิจชะลอตัวและหนี้ครัวเรือนสูง การปล่อยสินเชื่อใหม่แนวโน้มชะลอตัว แต่กลุ่มไมโครไฟแนนซ์ได้รับประโยชน์จากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยทำให้ NIM มีเสถียรภาพดีขึ้น และสามารถผ่อนคลายสำรองหนี้ฯ ลงเป็นปัจจัยหนุนกำไรเติบโต
    • อัตราผลตอบแทนพันธบัตรผันผวนปรับสูงขึ้นล้อกับอัตราเงินเฟ้อและความท้าทายด้านเศรษฐกิจสูงขึ้น แม้จะยังไม่ส่งผลลบอย่างมีนัยต่อพื้นฐานบริษัท แต่ส่งผลเชิงจิตวิทยาทำให้ราคาหุ้นของบริษัทค่อนข้างผันผวน โดยมีเพียง KTC TIDLOR ที่ราคาหุ้นปรับเพิ่มขึ้น YTD ขณะที่ AEONTS MTC SAWAD ราคาหุ้นลดลงแม้ว่ากำไรจะเติบโตดีก็ตาม ด้าน Valuation กลุ่มฯ ซื้อขายเฉลี่ยที่ 1.3x PBV’26E เทียบกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี (2020-2024) ที่ 2.6x และ 8.9x PE’26E เทียบกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีที่ 15.8x ดังนั้น เรามองว่า Valuation ไม่ได้แพงจนน่ากังวล
    • เลือก TIDLOR หุ้นเด่นจาก (1) อัตราการเติบโตของกำไรโตโดดเด่น (2) งบดุลแข็งแกร่ง และ (3) การซื้อหุ้นคืนวงเงินไม่เกิน 2.4 พันล้านบาท และจำนวนหุ้นซื้อคืนไม่เกิน 122.82 ล้านหุ้น (28 พ.ค.-27 พ.ย. 2026) จำกัดความผันผวนด้านราคา
- Advertisement -