บล.เคจีไอ (ประเทศไทย):

C.P. Axtra PCL (CPAXT.BK/CPAXT TB)

เข้าซื้อกิจการในมาเลเซียเสร็จเรียบร้อย (Neutral‧Maintained)

Event

CPAXT แจ้ง SET ว่าบริษัทได้เข้าซื้อหุ้นสามัญของ The Food Purveyor Sdn. Bhd. Group แล้วเสร็จเมื่อวันที่1 กันยายน 2569 ทำให้ The Food Purveyor Sdn. Bhd. มีสถานะเป็นบริษัทย่อยทางอ้อมของบริษัท

ในบทวิเคราะห์ CPAXT Alert report: “New acquisition” ฉบับวันที่ 5 มีนาคม 2569 CPAXT แจ้ง SET ว่า Lotus’s stores (Malaysia) Sdn. Bhd. ซึ่งเป็นบริษัทลูกที่ CPAXT ถือหุ้นทางอ้อม 100% ได้ทำข้อตกลงที่จะซื้อหุ้นสามัญทั้งหมดจากผู้ถือหุ้นของ The Food Purveyor Sdn. Bhd. (TFP) ซึ่งเป็นบริษัทที่ตั้งขึ้นในประเทศมาเลเซีย และ ดำเนินธุรกิจ supermarket เกรด premium ภายใต้แบรนด์ Village Grocer, B.I.G, BSC Foods, OTK และ The Food merchant โดยมีสาขาทั้งหมด 50 ร้าน

บริษัทไม่ได้เปิดเผยมูลค่าการลงทุนขั้นสุดท้าย, แหล่งเงินทุน และ รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับแผนธุรกิจหลังเข้าซื้อกิจการในการประกาศฉบับล่าสุดที่แจ้ง SET อย่างไรก็ตาม หากอิงจากรายงานฉบับก่อน (เมื่อเดือนมีนาคม 2569) มูลค่าการลงทุนอยู่ที่ MYR1,660 ล้าน (~13,483 ล้านบาท) และ แหล่งเงินทุนจะมาจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน และ เงินทุนจากภายนอก

เราคาดว่ากำไรของ TFP จะอยู่ที่ประมาณ MYR38 ล้าน (~300 ล้านบาท) ต่อปี อิงจาก i) ขนาดของตลาด supermarket เกรด premium ของมาเลเซียที่ MYR4.1 พันล้าน ii) ส่วนแบ่งตลาดของ TFP ที่ 31% และ iii) อัตรากำไรสุทธิ (net margin) ที่ 3% (สูงกว่าของ CPAXT ที่ 2% แต่ต่ำกว่าธุรกิจร้านสะดวกซื้อของ C.P. All (CPALL.BK/CPALL TB) * ที่ 5%)

เราคาดว่าบริษัทจะก่อหนี้ประมาณ 60-70% ของมูลค่าการลงทุนรวม ซึ่งจะเป็นระดับที่ทำให้บริษัทมีการใช้เงินสดในมือบางส่วนราว 4-5 พันล้านบาท (เงินสดในมือ ณ สิ้นงวด 2Q69 อยู่ที่ 9.5 พันล้านบาท) และ เป็นระดับที่กำไรจาก TFP ชดเชยค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยได้ โดยจะทำให้สัดส่วนหนี้ที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุนเพิ่มขึ้นจาก 0.4X เป็น 0.42-0.43X

เรามองกลาง ๆ กับดีลนี้เพราะมี synergy จำกัดหลังการเข้าซื้อกิจการ เช่นเดียวกับรายละเอียดเกี่ยวกับแหล่งเงินทุน เรายังคงมองว่ากำไรของ CPAXT จะน่าสนใจลดลงในไตรมาสที่สาม ซึ่งจะได้รับผลกระทบเต็มไตรมาสจากมาตรการกระตุ้นของรัฐบาล (ไทยช่วยไทยพลัส), ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการขยายธุรกิจ โดยเฉพาะ omni-channel platform และ การเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ของโครงการ Happitat ซึ่งบริษัทจะจัดการประชุมให้ข้อมูลในวันที่ 3 กันยายน 2569

Valuation

เรายังคงคำแนะนำ “ถือ” โดยประเมินราคาเป้าหมายสิ้นปี 2569F ที่ 15.00 บาท อิงจาก PER ที่ 18.0x (ค่าเฉลี่ยในอดีตของหุ้นกลุ่มนี้ในตลาดโลก –2.0 S.D.)

Risk

เศรษฐกิจชะลอตัว, ราคาสินค้าเกษตรลดลง, ขยายสาขาได้ช้ากว่าที่คาดไว้, disruption ที่เกิดจากเทคโนโลยีใหม่, ความเสี่ยงด้านกฎเกณฑ์ทางการ และ ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากการขยายกิจการในต่างประเทศ

- Advertisement -