บล.กสิกรไทย: 

วิเคราะห์ผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ที่มีต่อกลุ่มการเงิน กลุ่มสินค้าตกแต่งบ้าน
  • รายได้ภาคเกษตรน่าจะได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง เราคาดว่ารายได้ภาคเกษตรจะลดลงจากต้นทุนเชื้อเพลิงและปุ๋ยที่เพิ่มขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ขณะที่ปรากฏการณ์เอลนีโญมีแนวโน้มกดดันผลผลิตทางการเกษตรเพิ่มเติม ซึ่งจะส่งผลลบต่อกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตร โดยเฉพาะกลุ่มการเงินจากกำลังซื้อของเกษตรกรที่อ่อนแอลง รวมถึงกลุ่มสินค้าตกแต่งบ้านที่ยอดขายมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับรายได้ภาคเกษตร
  • ผลกระทบต่อกลุ่มการเงิน เราคาดว่าจะเห็นการเติบโตของสินเชื่อลดลงและค่าใช้จ่ายสำรองหนี้สูญ (credit cost) เพิ่มขึ้นจากรายได้ภาคเกษตรที่ลดลงและราคาน้ำมันดีเซลที่สูงขึ้น โดยผลกระทบจะกระจุกตัวในกลุ่มสินเชื่อรถบรรทุก (ASK THANI และ MICRO) และผู้ให้บริการทางการเงินที่มีสัดส่วนลูกค้าเกษตรกรสูง (MTC และ SAK) อย่างไรก็ตาม เราคาดว่าผลกระทบจะรุนแรงน้อยกว่าปี 2565 ที่ภาคธุรกิจเผชิญทั้งการระบาดของโควิด-19 ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น และอุปทานรถมือสองล้นตลาด โดยครั้งนี้แรงกดดันหลักมาจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ผู้ให้บริการทางการเงินได้เข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อตั้งแต่ปี 2565 แล้ว
  • ปรับลดประมาณการกำไรของกลุ่มการเงิน เราปรับลดประมาณการกำไรสุทธิรวมของกลุ่มการเงินปี 2569-71 ลง 7.2% 7.5% และ 8.2% เราปรับลดสมมติฐานการเติบโตของสินเชื่อ เนื่องจากคาดว่าผู้ประกอบการจะใช้แนวทางเชิงอนุรักษ์นิยมมากขึ้นในช่วงความไม่แน่นอนนี้ และปรับเพิ่มประมาณการ credit cost โดยเฉพาะในกลุ่มสินเชื่อรถบรรทุก (ASK MICRO และ THANI) และผู้ให้กู้ที่เน้นภาคเกษตร (MTC และ SAK) ขณะที่เราคาดว่าผลกระทบต่อกลุ่มสินเชื่อบัตรเครดิต (KTC และ AEONTS) จะจำกัด เนื่องจากฐานลูกค้าส่วนใหญ่เป็นพนักงานประจำที่มีรายได้เงินเดือน ซึ่งได้รับผลกระทบน้อยกว่าจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
  • ผลกระทบและความอ่อนไหวต่อกลุ่มสินค้าตกแต่งบ้าน กลุ่มธุรกิจนี้มีความอ่อนไหวต่อแนวโน้มรายได้ภาคเกษตรเป็นอย่างมาก โดยรายได้ภาคเกษตรที่อ่อนแอจะกดดันอุปสงค์ในต่างจังหวัดโดยตรง ส่งผลให้อัตราการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม (SSSG) มีแนวโน้มอ่อนตัวลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อรายได้ภาคเกษตรลดลง และจะฟื้นตัวเมื่อราคาพืชผลและรายได้จากการเก็บเกี่ยวปรับดีขึ้น ต้นทุนปุ๋ยที่เพิ่มขึ้นทำให้เกิด downside risk ต่อรายได้ภาคเกษตรและอุปสงค์ค้าปลีก โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่มีสัดส่วนรายได้จากต่างจังหวัดสูง จากการวิเคราะห์ความอ่อนไหวของเรา พบว่า หากรายได้เกษตรลดลง 1% จะกดดันประมาณการกำไรปี 2569 ของผู้ค้าปลีกสินค้าตกแต่งบ้านราว 0.3% – 1.3%
มุมมอง KS
  • กลุ่มการเงิน
    • หุ้นเด่นในช่วงนี้ของเรา ได้แก่ 1) TIDLOR (ราคาเป้าหมาย 20.5 บาท) ซึ่งมีสัดส่วนลูกค้าเกษตรกรต่ำ มีเงินสำรองแข็งแกร่งด้วย NPL coverage มากกว่า 300% และมีโอกาสเพิ่มอัตราตอบแทนเงินปันผลเป็นประมาณ 4% 2) TURBO (ราคาเป้าหมาย 2.2 บาท) ซึ่งมีความเสี่ยงจากภาคเกษตรต่ำเช่นกัน และคาดว่าจะมีกำไรเติบโตแข็งแกร่งราว 20% ในปี 2569 ขณะที่มูลค่าหุ้นต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงมาก และ 3) KTC (ราคาเป้าหมาย 39.0 บาท) ซึ่งมีฐานลูกค้าเป็นพนักงานประจำเป็นหลัก จึงได้รับผลกระทบน้อยที่สุด และให้อัตราตอบแทนเงินปันผลที่น่าสนใจราว 6%
  • กลุ่มสินค้าตกแต่งบ้าน
    • ในบรรดา 3 บริษัทที่เราวิเคราะห์อยู่ เราคาดว่ารายได้ภาคเกษตรที่ลดลงจะกระทบกำไรของ DOHOME มากที่สุด รองลงมาคือ GLOBAL และ HMPRO โดยเมื่อพิจารณาความไม่แน่นอนของรายได้ภาคเกษตรและมูลค่าหุ้น เราชอบ GLOBAL (ราคาเป้าหมาย 8.0 บาท) มากกว่า DOHOME (ราคาเป้าหมาย 3.5 บาท) และ HMPRO (ราคาเป้าหมาย 7.3 บาท)

- Advertisement -