บล.ฟิลลิป:
ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น – ITC
กำไร 1Q69 สูงกว่าคาด ดีล M&A คืบหน้า
Key Point
ITC รายงานกำไรสุทธิ 1Q69 ที่ 871 ล้านบาท +28.7% y-y มากกว่าคาด แต่บริษัทยังคง Guidance รายได้ในปี 2569 รอดูผลกระทบสงคราม ขณะที่ดีล M&A โรงงานในจีนมีความคืบหน้าชัดเจนและคาดสรุปได้ใน 2-3 เดือนข้างหน้า แนะนำ “ซื้อ” ราคาพื้นฐาน 19.40 บาท จากรายได้ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง
กำไร 1Q69 ออกมามากกว่าคาด
ผลประกอบการ 1Q69 รายได้เป็น 163 ล้านดอลลาร์ฯ +28.6% y-y หรือคิดเป็น 5,174 ล้านบาท +21.8% y-y โดยปริมาณการขายเติบโตอย่างแข็งแกร่งที่ 14.3% y-y อยู่ที่ 30,797 ตัน โดย ตลาดอเมริกายังคงเป็นตลาดหลักและเติบโตต่อเนื่องที่ +22.0% y-y (3,077 ล้านบาท) จากกลุ่มสินค้าตราห้าง (Private Label) และสินค้าใหม่ ตลาดยุโรปเป็นภูมิภาคที่เติบโตโดดเด่นที่สุด โดยมียอดขาย 782 ล้านบาท เติบโตสูงถึง +49.2% y-y จากฐานลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่ที่เพิ่มขึ้น ส่วนตลาดเอเชียและโอเชียเนีย เติบโต +9.4% y-y จากการฟื้นตัวของลูกค้าในญี่ปุ่น ด้านอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 24.3% ทรงตัว y-y แต่ลดลง q-q จากสัดส่วนสินค้าพรีเมี่ยมที่ลดลง แต่บริษัทสามารถควบคุมค่าใช้จ่าย SG&A ได้ดีทำให้กำไรสุทธิในไตรมาสแรกอยู่ที่ 871 ล้านบาท เติบโตอย่างแข็งแกร่ง +28.7% y-y
คง Guidance ปี 2569 ไว้เท่าเดิมรอประเมินผลกระทบสงคราม
แม้ผลประกอบการไตรมาส 1/2569 จะออกมาดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่บริษัทยังคงเป้าหมายเดิมทั้งปี (รายได้ในรูปเงินดอลลาร์ฯ เติบโต 9-12% y-y) โดยบริษัทติดตามและประเมินผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด ด้านต้นทุนบริษัทเริ่มเห็นผลกระทบทางอ้อมจากต้นทุนวัตถุดิบที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน เช่น บรรจุภัณฑ์ ที่เพิ่มขึ้นคาดว่าจะเริ่มส่งผลตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป ด้านการขนส่งสินค้ามีผลกระทบค่อนข้างน้อยเนื่องจากการขายส่วนใหญ่กว่า 80% เป็นรูปแบบ FOB ที่ผู้ซื้อเป็นผู้รับผิดชอบค่าขนส่งเอง ทาง ITC มีกลยุทธ์ในการเจรจาขอเพิ่มราคากับลูกค้าเพื่อชดเชยต้นทุนที่สูงขึ้น ซึ่งคาดว่าจะเริ่มมีผลในช่วง 3Q69
M&A มีความคืบหน้า
ปัจจุบันบริษัทมีความคืบหน้าอย่างมากในการเข้าลงทุนในโรงงานผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงชนิดเปียกและขนมในจีน โดยอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบทรัพย์สินและสถานะกิจการ (Due Diligence) คาดว่าจะสามารถสรุปผลได้ภายใน 2-3 เดือนข้างหน้า จะเป็นการร่วมมือกับพันธมิตรท้องถิ่น และ ITC จะเข้าถือหุ้นส่วนน้อย (Minority) การเข้าซื้อกิจการนี้คาดว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานอย่างมีนัยสำคัญ แต่เป็นการดำเนินตามกลยุทธ์เจาะตลาดและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในประเทศจีน
คงราคาพื้นฐานสิ้นปี 2569E ที่ 19.40 บาทต่อหุ้น คำแนะนำ “ซื้อ”
เราประเมินมูลค่าพื้นฐานด้วยวิธี PE Multiple ที่ 17 เท่า ได้มูลค่าพื้นฐาน ณ สิ้นปี 2569E ที่ 19.40 บาทต่อหุ้น แนะนำ “ซื้อ” จากอัตราการเติบโตของยอดขายและกำไรที่มีประสิทธิภาพ และคาดการณ์ปันผลปี 2569 ที่ 0.81 บาทต่อหุ้นคิดเป็น Div. yield 4.5%







