บล.ฟินันเซีย ไซรัส:
PTT OIL AND RETAIL BUSINESS (OR TB)
1Q26 results at first glance
กำไรปกติมากกว่า แต่ใกล้เคียงตลาดคาด
Highlights
-
OR รายงานกำไรสุทธิ 1Q26 ที่ 2,414.8 ล้านบาท (+16.2% q-q, -44.9% y-y) มีรายการพิเศษได้แก่ กำไรจากสต็อกราว 1.2 หมื่นล้านบาท ขาดทุนจากการป้องกันความเสี่ยงน้ำมันโดยเฉพาะน้ำมันเจ็ทราว 1.0 หมื่นล้านบาท และกำไรจาก FX
-
ตัดรายการพิเศษออก กำไรปกติสูงสุดในรอบ 10 ไตรมาสที่ 4,124.3 ล้านบาท (+108.8% q-q, +6.3% y-y) ดีกว่าคาด 30% แต่กำไรสุทธิต่ำกว่าที่เราคาด 12%
-
กำไรปกติที่ดีมากมาจากธุรกิจ Mobility เนื่องจากปริมาณการขายน้ำมันเพิ่มสูงกว่าปกติในเดือน มี.ค. เพราะกระแสความกลัวน้ำมันขาดแคลน ขณะเดียวกันราคาขายน้ำมันสูงขึ้นตามราคาตลาดโลก ทำให้ EBITDA เพิ่มสูงถึง 59.8% q-q
-
ธุรกิจให้บริการน้ำมันในต่างประเทศดีขึ้นมากจากสถานการณ์เดียวกัน โดยเฉพาะปริมาณการขายน้ำมันในฟิลิปปินส์ที่สูงขึ้นก้าวกระโดด ชดเชยการปิดสาขา (34 แห่ง) ของปั๊มน้ำมันในกัมพูชาได้ ทำให้ EBITDA ของธุรกิจ Global พลิกเป็นบวก 436 ล้านบาท เทียบกับขาดทุน 12 ล้านบาทใน 4Q25
-
รายได้ของธุรกิจ Mobility +17.5% q-q จากปริมาณขายที่เพิ่ม 7.1% q-q เป็น 6,633 ล้านลิตร โดยหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของตลาดค้าปลีก (+12.6% q-q) ส่วนตลาดพาณิชย์ +3.0% q-q ตามการชะลอการเดินทางด้วยเครื่องบินในเดือน มี.ค.
-
กำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อลิตรปรับลงเป็น 0.74 บาท จาก 1.02 บาทใน 4Q25 เพราะมาตรการการตรึงราคาทำให้บริษัทไม่สามารถปรับขึ้นราคาขายให้สะท้อนต้นทุนที่สูงขึ้นได้ และยังมีผลขาดทุนจากการป้องกันความเสี่ยง แต่การลดค่าใช้จ่ายโฆษณา ทำให้ Mobility มี EBITDA margin 3.0% สูงกว่าปกติที่ประมาณ 2%
-
ธุรกิจ Lifestyle มีรายได้ลด 13.0% q-q แม้ Cafe Amazon มียอดขายสูงเป็นประวัติการณ์ 112 ล้านแก้ว แต่การทำโปรโมชั่นทำให้รายได้ลดลง ส่วนธุรกิจค้าปลีกมีรายได้ลดลง q-q ตามฤดูกาล แต่ EBITDA margin ของ Lifestyle สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 31.7% จากการลดค่าโฆษณาประชาสัมพันธ์และคุมรายจ่าย
-
ธุรกิจในกัมพูชายังมีการปิดปั๊มน้ำมันต่อเนื่องใน 1Q26 จำนวนปั๊มน้ำมันลด 34 แห่ง (เหลือ 91 แห่ง) ร้าน Cafe Amazon ปิด 42 แห่ง (เหลือ 136 แห่ง) มีผลขาดทุนสุทธิ 190 ล้านบาท มีมูลค่าตามบัญชี USD88 ล้าน ลดจาก USD100 ล้านสิ้นปี 2025 ผู้บริหารกำลังทบทวนแผนธุรกิจในกัมพูชา คาดชัดเจนภายในสิ้นปีนี้
-
แนวโน้มกำไรปกติ 2Q26 ลดลง q-q จากปริมาณขายน้ำมันที่ลดตามฤดูกาล และราคาน้ำมันที่สูงทำให้การใช้น้ำมันลดลง โดยเฉพาะน้ำมันเจ็ทที่มีการยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมาก กำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อลิตรอาจลดจาก 1Q26 มาอยู่ประมาณ 0.70 บาท แต่ธุรกิจ Lifestyle จะช่วยลดผลกระทบจากอากาศที่ร้อน ประกอบกับการลดรายจ่ายโฆษณาต่อเนื่อง น่าจะรักษา EBITDA margin ได้ที่ 29-30%
-
ราคาหุ้นรีบาวด์แต่ยังต่ำกว่าก่อนสงครามตะวันออกกลางอยู่ 7% สะท้อนความผันผวนของราคาน้ำมันไปแล้ว ราคาหุ้นมี EV/EBITDA เพียง 6.1x P/BV 1.3 Dividend yield 4.8% มีเงินสดในมือถึง 5.2 หมื่นล้านบาท อยู่ในฐานะ net cash เรายังคงแนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 17 บาท (SoTP)








