บล.เคจีไอ (ประเทศไทย):
C.P. Axtra PCL (CPAXT.BK/CPAXT TB)
ผลประกอบการ 1Q69: ดีเกินคาด
Event
กำไรสุทธิของ CPAXT ใน 1Q69 อยู่ที่ 2.8 พันล้านบาท (+6% YoY, +9% QoQ) ดีกว่าประมาณการของเรา 12% และ ดีกว่าของนักวิเคราะห์ในตลาด 14% เนื่องจากมีกำไรจากปรับมูลค่ายุติธรรมที่ยังไม่รับรู้ 130 ล้านบาท แต่หากตัดรายการดังกล่าวออก กำไรใน 1Q69 ดีกว่าประมาณการของเรา 7% จากค่าใช้จ่าย SG&A ต่ำกว่าที่คาด (เนื่องจากมีการยืดอายุการใช้งานของสินทรัพย์) และ ต้นทุนทางการเงินต่ำกว่าที่คาด
Impact
SSSG ทรงตัวเนื่องจากการจับจ่ายใช้สอยอ่อนแอ
SSSG ของทั้งธุรกิจ B2B และ B2C ทรงตัวใน 1Q69 เพราะปัจจัยบวกจากการตุนสต็อกหักล้างไปกับผลกระทบจากฐานที่สูงเพราะมาตรการช้อปดีมีคืนใน 1Q68 ทั้งนี้ การที่บริษัทขยายสาขาร้านอย่างต่อเนื่อง, ขยายช่องทาง omnichannel (22% ของยอดขายใน 1Q69) และ การวางจำหน่ายสินค้า private label มีน้ำหนักมากกว่า SSSG ที่ทรงตัว และ ทำให้ยอดขายใน 1Q69 เพิ่มขึ้น 5% YoY (ของธุรกิจ B2B เพิ่มขึ้น 6% YoY และ B2C เพิ่มขึ้น 3%) ยอดขายใน 1Q69 อยู่ที่ 1.307 แสนล้านบาท (+5% YoY, +2% QoQ)
อัตรากำไรกำไรถูกกดดันจาก product mix และ ประเด็น IT ใน 4Q68
อัตรากำไรขั้นต้นจากยอดขายใน 1Q69 อยู่ที่ 14.1% (-40bps YoY, +10bps QoQ) เนื่องจาก i) อัตราการขั้นต้นของธุรกิจ B2B หดตัวลง 30bps YoY จากการล้างสต็อกสินค้ากลุ่มที่ไม่ใช่อาหาร และ product mix ที่เปลี่ยนไปจากการตุนสต็อกสินค้าอาหารแห้ง และ ii) อัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจ B2C ลดลง 50bps YoY จากการที่ product mix เปลี่ยนแปลงไป และ ผลขาดทุนจากสต็อกที่เกี่ยวข้องกับประเด็น IT ใน 4Q68 แม้ว่าจะมีการกลับรายการสต็อก ซึ่งทำให้อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นประมาณ 20bps ส่วนค่าใช้จ่าย SG&A เพิ่มขึ้น 2% YoY (ต่ำกว่าอัตราการเติบโตของยอดขายที่ 5% YoY เล็กน้อย) คิดเป็นสัดส่วน SG&A ต่อยอดขายที่ 9.7% ในส่วนของธุรกิจ B2B และ 18.0% ในส่วนของ B2C จากการคุมต้นทุน
กระแสที่ต้องติดตามในระยะต่อไป
เรามองว่ามีปัจจัยที่ต้องติดตามซึ่งอาจจะกดดันผลประกอบการดังนี้ i) การตุนสต็อกใน 1Q69 อาจจะทำให้การจับจ่ายใช้สอยในไตรมาสต่อ ๆ ไปชะลอตัว ii) การจับจ่ายใช้สอยอย่างระมัดระวังท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวย iii) ผลกระทบจากปัจจัยฤดูกาล ซึ่งตามปกติแล้วมักจะแผ่วลงในช่วง 2Q-3Q iv) การใช้จ่ายในส่วนที่เกี่ยวกับการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ของโครงการ Happitat v) ความท้าทายในการลดแรงกดดันทางด้านต้นทุนจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น (ต้นทุน logistics คิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 1% ของยอดขายรวม) และ การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน และ vi) ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่อาจจะสูงขึ้นจากการซื้อบริษัทในมาเลเซีย (The food Purveyors) ~1.4 หมื่นล้านบาท และ ค่าใช้จ่ายที่อาจจะเกิดขึ้นหลังการเข้าซื้อ (CPAXT ไม่ได้เปิดเผยแหล่งเงินทุน, รายได้ และ กำไรสุทธิของ The Food Purveyors ซึ่งคาดว่าจะเข้าซื้อเสร็จใน 4Q69) ทั้งนี้ เราคาดว่ามาตรการกระตุ้นของรัฐบาล “คนละครึ่งพลัส” จะช่วยรองรับได้เพียงบางส่วน (คากว่าจะส่งผลประมาณ 1-2% ของกำไร) ถึงแม้ว่ากำไรใน 1Q69 จะคิดเป็น 30% ของประมาณการกำไรเต็มปี แต่เรายังคงประมาณการกำไรปีนี้เอาไว้เท่าเดิม เพราะมองว่า upside ดูท้าทายจากปัจจัยดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้น โดยเราคาดว่ากำไรของ CPAXT จะลดลง QoQ ใน 2Q69F-3Q69F ก่อนที่จะฟื้นตัวขึ้นในช่วง high season ใน 4Q69F
Valuation
เรายังคงคำแนะนำ “ถือ” ประเมินราคาเป้าหมายสิ้นปี 2569F ที่ 16.00 บาท อิงจาก PER ที่ 18.0x (ค่าเฉลี่ยในอดีตของหุ้นกลุ่มนี้ในตลาดโลก –2.0 S.D.) ทั้งนี้ ความคาดหมายต่อนโยบายกระตุ้นของรัฐบาลอาจจะหนุนให้ภาวะตลาดของราคาหุ้นเป็นบวก และ เปิดโอกาสให้เก็งกำไรได้บ้าง แต่เรามองว่า upside ของกำไรยังจำกัด
Risk
เศรษฐกิจชะลอตัว, ราคาสินค้าเกษตรลดลง, ขยายสาขาได้ช้ากว่าแผน, disruption ที่เกิดจากเทคโนโลยีใหม่, ความเสี่ยงด้านกฎเกณฑ์ทางการ และ ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากการขยายกิจการในต่างประเทศ








